ระบบการปกครองแบบอาญาสี่ เป็นระบบการปกครองที่เมืองอุบลราชธานีนำมาใช้เมื่อครั้งตั้งเมืองขึ้นครั้งแรก โดย สายตระกูลเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี ที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้าแห่งอาณาจักรล้านช้าง คำว่า “อาญา” หมายถึง เจ้านาย เจ้าชีวิต เจ้าผู้เป็นใหญ่เหนือกฎหมายเหนือชีวิต สามารถสั่งเป็นสั่งตายไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ มีอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ประกอบด้วยตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด อุปราช และราชวงศ์ เช่นเดียวกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของสยาม เป็นการปกครองที่สืบทอดเชื้อสายกันมา ทำให้ผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีในช่วงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
เชื้อสายเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี
บำเพ็ญ ณ อุบล (2547) กล่าวถึงราชวงศ์เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีนั้นมีสายเลือดมาจาก 3 ราชสกุลวงศ์มารวมกัน คือ
- สายต้น สืบเชื้อสายมาจากเจ้าเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า โดย เจ้าปางคำผู้สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน หรือหนองบัวลำภู
- สายที่สอง ฝ่ายหญิงสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิการาช (เจ้าสุริยกุมาร) เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์
- สายที่สาม ฝ่ายหญิงสืบเชื้อสายมาจากเจ้าไชยกุมารองค์หลวง เจ้าพระมหาอุปฮาดธรรมเทโว อันสืบแต่เจ้าสร้อยสมุทพุทธางกูร เจ้านครจำปาศักดิ์ คือ เจ้านางตุ่ย ได้มาเป็นภรรยาของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ผู้ตั้งเมืองอุบลราชธานีและสืบสายสกุลต่อมา
ธรรมเนียมการปกครองแบบอาญาสี่
ปวีณา ปกป้อง (2552) ได้รวบรวมข้อมูลและบันทึกไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง การเมืองเรื่องพื้นที่และการสร้างตัวตนของสายตระกูลอดีตเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี ไว้ดังนี้
ระบบการปกครองแบบอาญาสี่ที่เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี ได้นำมาใช้ในการปกครองบ้านเมือง โดยได้รับอิทธิพลมาจากล้านช้าง ตำแหน่งและหน้าที่ต่าง ๆ ประกอบด้วย
- เจ้าเมือง หรือ ผู้ว่าราชการเมือง เป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ไทย จึงต้องมีเครื่องยศเจ้าเมืองและมีสารตราตั้งจากราชสำนักกรุงเทพฯ เป็นผู้มีอำนาจในการปกครองสูงสุดของเมืองและอยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของพลเมือง มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบังคับบัญชาสั่งการโดยทั่วไป ยกเว้นอำนาจสิทธิขาดในราชการบางอย่าง เช่น การตัดสินประหารชีวิตโจรผู้ร้ายในคดีอุกฉกรรจ์ (นอกจากเวลาที่มีสงคราม) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนเมือง แต่มีอำนาจแต่งตั้งกรมการเมืองระดับรองลงมา ตั้งแต่เมืองแสน เมืองจันทร์ ลงไปจนถึงจ่าบ้าน
- อุปฮาด หรือ ปลัดเมือง มีอำนาจหน้าที่แทนเจ้าเมืองได้ทุกอย่าง ขณะที่เจ้าเมืองไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ส่วนหน้าที่โดยตรง คือ รวบรวมสำมะโนครัว ตัวเลก จัดทำรวบรวมบัญชีส่วย อากร เร่งรัดการจัดเก็บส่วยในแต่ละปี พร้อมทั้งจัดส่งส่วยอากรให้เมืองราชธานีให้ทันตามกำหนด ตลดจนการเกณฑ์ไพร่พลเมืองไปทำสงคราม เมื่อเจ้าเมืองสิ้นชีวิต อุปฮาดมักจะได้รับตำแหน่งเจ้าเมือง จึงจะเห็นว่ามีการแต่งตั้งน้องชายหรือบุตรชายของเจ้าเมืองให้เป็นอุปฮาดเป็นส่วนใหญ่
- ราชวงศ์ หรือ ยกกระบัตรเมือง ในยามบ้านเมืองปกติสุข ราชวงศ์จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเจ้าเมืองและอุปฮาดและผลัดเปลี่ยนกับราชบุตรในการนำเงินส่วยและสิ่งของส่งส่วยส่งเมืองราชธานี ตลอดจน รวบรวมบัญชีไพร่พลเมืองที่เป็นชายฉกรรจ์ที่ควรจะจัดเข้าเป็นพลทหารสำหรับเมืองในยามสงคราม ราชวงศ์ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพที่สำคัญควบคุมไพร่พลออกทำการศึกและอาจทำหน้าที่เกณฑ์ไพร่พลจัดหาเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม นอกจากนั้นแล้วยังมีหน้าที่ในการสอบสวนและตัดสินคดี มักจะถูกเลื่อนขึ้นเป็นอุปฮาด ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ก็มักจะเป็นบุตรหรือน้องชายเจ้าเมือง
- ราชบุตร หรือ ผู้ช่วยราชการเมือง มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับราชวงศ์ กล่าวคือ ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกับราชวงศ์ ทั้งในการส่งส่วยของหลวง การสงครามอื่น ๆ เป็นต้นว่า ถ้าราชวงศ์เป็นผู้ควบคุมกำลังไพร่พลออกไปทำสงคราม ราชบุตรก็จะทำหน้าที่เกณฑ์ไพร่พลจัดหาอาวุธยุธโธปกรณ์และเสบียงอาหารเพิ่มเติม มักจะถูกเลื่อนเป็นราชวงศ์
ผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีตามระบบอาญาสี่
ปวีณา ป้องกัน (2552 ) ได้รวบรวมข้อมูลการปกครองเมืองของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าเมืองอุบลราชธานี มีจำนวน 6 คน ดังนี้

1. พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เป็นบุตรของเจ้าพระตา ปกครองเมืองอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในฐานะเมืองประเทศราช ระหว่างปี พ.ศ. 2335-2338 ภาระกิจสำคัญคือ โปรดให้สร้างป้อมปราการ คู ค่าย สร้างประตูเมือง 4 ประตู ซึ่งอยู่บริเวณสี่แยกถนนหลวง สี่แยกถนนอุปราช สี่แยกถนนราชบุตร และสี่แยกถนนราชวงศ์ในปัจจุบัน หอโฮง เจ้านาย สร้างวัดหลวง และเสนาสนะ อาทิ สิม อาราม หอระฆัง พระพุทธรูป สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ล้วนได้ต้นแบบมาจากศิลปะหลวงพระบาง มีการตัดถนนสายแรกของเมืองอุบลราชธานี คือ ถนนเขื่อนธานี
ณ ปัจจุบันทุกวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปี จังหวัดอุบลราชธานีจัดให้มีพิธีบวงสรวงและสดุดีวีรกรรม พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ผู้ครองเมืองอุบลราชธานีคนแรกขึ้น โดยจะมีขบวนอัญเชิญเครื่องยศเจ้าเมืองโบราณ จากวัดหลวงมายังบริเวณอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ ทุ่งศรีเมือง จากนั้นเป็นพิธีวางขันหมากเบ็งและรำถวายมือ


2. พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) เป็นน้องชายของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เป็นผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ พ.ศ. 2338-2388 รวมเวลา 45 ปี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญร่วมกับท้าวก่ำ ในการช่วยกองทัพกรุงธนบุรีสู้รบกับเวียงจันทน์ ในช่วงสมัยที่ได้ร่วมสงครามปราบเจ้าอนุวงศ์และได้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าเป็นอย่างมาก สภาพสังคมของเมืองอุบลราชธานีนั้นได้ก่อสร้างวัดป่าหลวง สร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปง สร้างวัดป่าน้อย

3. ราชบุตรสุ่ย ท่านได้ช่วยราชการศึกสงคราม ไปปราบศึกเมืองเขมรเป็นเวลานานถึง 15 ปี เมื่อเสร็จศึก รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี แต่ระหว่างที่พักผ่อนในกรุงเทพพระนครได้ 7 วัน ก่อนเดินทางกลับเมืองอุบลราชธานีท่านได้ล้มป่วยติดเชื้ออหิวาตกโรคจนถึงแก่กรรม ภายหลังญาติมิตรผู้ติดตามได้นำอัฐิมาบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดสุทัศนาราม ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเป็นหัวหน้าสร้างวัดประจำตระกูลมาจนทุกวันนี้

4. พระพรหมราชวงศา (กุทอง) ท่านเป็นบุตรของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ได้เป็นผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ พ.ศ.2388-2406 รวมเวลา 18 ปี เป็นช่วงเวลาที่ธรรมยุตินิกายแพร่หลายในเมืองอุบลราชธานีเพื่อสนองพระประสงค์ของรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างวัดสุปัฏนาราม วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) และวัดสุทัศน์ เป็นต้น การตั้งเจ้าเมืองในช่วงเวลานี้ได้มีเครื่องยศเจ้าเมืองที่ทรงพระราชทาน

พระราชทานเครื่องยศฐานนันดรศักดิ์ พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าครองเมืองอุบลราชธานี มีพานถมเครื่องในทองเหลืองสำรับหนึ่ง ลูกประคำทองคำสายหนึ่ง กระบี่บั้งถมหนึ่ง คนโททองคำใบหนึ่ง กระโถนถมใบหนึ่ง สัปทนปัสตูคันหนึ่ง ปืนคาบศิลาคอลายกระบอกหนึ่ง เสื้อเขมขาบริ้วมะลิเลื้อยหนึ่ง ส่วนไทปักทองขวางผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง
- พระราชทานแก่อุปฮาดแก่น สัปทนแพรคันหนึ่ง เสื้อเขมขาบริ้วขอหนึ่ง ส่วนไทปักทองคำผืนหนึ่ง ผ้าคำปักทองคำมีซับผืนหนึ่ง แพรมีทับทิมคิตขลิบผืนหนึ่ง ผ้าขาวผินหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง
- พระราชทานแก่ ท้าวโพธิสาร (โท) ผู้เป็นราชวงศ์ มีคันโทเงินสำรับหนึ่ง ผ้าขาวผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง
- พระราชทานแก่ ท้าวสุริยะ (สุ่ย) ผู้เป็นราชบุตร มีเสื้อเขมขาบสะเทิ้นหนึ่ง แพรสีทับทิมติดขลิบผืนหนึ่ง ผ้าคำปักไหมมีซับผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่งให้เอาถาดหมาก คนโทเงิน เครื่องเงิน ซึ่งอุปฮาดผู้เป็นอุปฮาดใหม่ รับพระราชทานเป็นเครื่องยศฐานนันดรศักดิ์สืบไป
เครื่องยศดังกล่าวเจ้านายเมืองอุบลราชธานี ได้รับพระราชทานมานั้น เมื่อพ้นตำแหน่งแล้วจะมอบให้ผู้มารับตำแหน่งใหม่หรือไม่ แล้วแต่ส่วนกลางจะเป็นผู้กำหนดและต้องส่งคืนเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมีเครื่องยศที่ตกทอดมายังลูกหลานน้อย
5. เจ้าพระพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ นามเดิม คือ เจ้าหน่อคำ ปกครองเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ พ.ศ.2409-2429 รวมเวลา 20 ปี มีศักดิ์เป็นพี่ชายเจ้าจอมมารดาด้วงคำ ในรัชกาลที่ 4 เป็นบุตรเจ้าเสือ และเป็นหลานเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทน์ และเป็นเหลนของพระเจ้าสิริบุญสาร สายเวียงจันทร์ การแต่งตั้งเจ้าเมืองในครั้งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างเจ้าผู้ครองเมืองสายตระกูลเวียงจันทน์และฝ่ายอุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร ตลอดระยะเวลาปกครอง และเกิดการกล่าวหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนต้องไปสู้ความกันที่กรุงเทพฯ
6.เจ้าราชบุตรคำ รับราชการตั้งแต่ พ.ศ.2429-ถึงแก่อนิจกรรม ในปี พ.ศ.2434 เป็นช่วงที่กรุงเทพฯ ขยายอำนาจการปกครองไปยังอีสานตะวันออก ทำให้เจ้าราชบุตร (คำ) ต้องร่วมรับราชการกับพระยามหาอำมาตยาธิบดีและพระยาศรีสิงหเทพ (ทัด)
ลูกหลานสายตระกูลเจ้านายเมืองอุบลราชธานีที่สืบเชื้อสายมาจากพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) สืบต่อกันเป็นชนชั้นปกครองมาตลอด ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ต้องถูกยกเลิกการปกครองระบบอาญาสี่ในสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ มาเป็นข้าหลวงต่างพระองค์อย่างเด็ดขาดตำแหน่งต่าง ๆ ของระบบการปกครองใหม่ เป็นการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งในระบบราชการที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถส่วนบุคคลไม่ได้สืบทอดตำแหน่งการปกครองเมือง ตามสายตระกูลที่เคยปฏิบัติสืบมา
โครงสร้างระบบราชการในเมืองอุบลราชธานี ภายหลังการปฏิรูปการปกครองระยะแรกยังคงมีเครือญาติของตระกูลเจ้าเมือง เช่น ณ อุบล สุวรรณกูฎ พรหมวงศานนท์ บุตโรบล เข้ามาอยู่ในคณะบริหารเมืองอุบลราชธานี ตามตำแหน่งหลัก ได้แก่ ได้แก่ ท้าวโพธิสารราช (เสือ ณ อุบล) เป็นพระอุบลเดชประชารักษ์ ผู้ว่าราชการเมือง ท้าวไชยกุมาร (กุคำ สุวรรณกูฏ) เป็นพระอุบลศักดิ์ประชาบาล ยกบัตรเมือง ท้าวสิทธิสาร (บุญชู พรหมวงศานนท์) เป็นพระอุบลการประชานิตย์ ปลัดเมือง และท้าวบุญเพ็ง (บุญเพ็ง บุตโรบล) เป็นพระอุบลกิจประชากร ผู้ช่วยราชการเมือง และได้มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการทุกตำแหน่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปการปกครองที่สำคัญ เพราะทำให้ข้าราชการในท้องถิ่นกลายเป็นคนของรัฐบาลทั้งหมดตั้งแต่นั้นมา
แผนผังสายสกุลเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี

อาญาสี่และชื่อถนนในเมืองอุบลราชธานี
ชื่อถนนหลายสายในเมืองอุบลราชธานีนั้น ได้มีการนำชื่อและตำแหน่งของบุคคลสำคัญมาตั้งเป็นชื่อถนน เพื่อแสดงถึงความสำคัญ ให้เกียรติ และให้เป็นประวัติศาสตร์แก่เมือง ระบบการปกครองและผู้ปกครองในแบบอาญาสี่ของเมืองอุบลราชธานี ก็ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อถนนเช่นกัน ดังนี้
- ถนนอุปราช ตั้งชื่อตามตำแหน่งอุปราชหรือปลัดเมือง
- ถนนราชบุตร ตั้งชื่อตามตำแหน่งราชบุตรหรือผู้ช่วยราชการเมือง
- ถนนราชวงศ์ ตั้งชื่อตามตำแหน่งราชวงศ์หรือยกกระบัตรเมือง
- ถนนอุบลเดช ตั้งชื่อตามราชทินนามพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) ผู้ว่าราชการเมือง
- ถนนอุบลศักดิ์ ตั้งชื่อตามราชทินนามพระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฎ) ยกกระบัตรเมือง หรือ ราชวงศ์ (เดิม)
- ถนนอุบลกิจ ตั้งชื่อตามราชทินนามพระอุบลกิจประชากร (ท้าวบุญเพ็ง บุตโรบล) ผู้ช่วยราชการเมือง
- ถนนพรหมราช ตั้งชื่อตามราชทินนามพระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีลำดับที่ 4 ระหว่าง พ.ศ. 2388-2406
- ถนนพรหมเทพ ตั้งชื่อตามราชทินนาม เจ้าพระพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ (เจ้าหน่อคำ) เจ้าเมืองอุบลราชธานี อันดับที่ 5 ระหว่าง พ.ศ. 2409-2425
- ถนนสุริยาตร์ ตั้งชื่อตามราชทินนาม พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าเมืองอุบลราชธานี ลำดับที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2335-2338

บรรณานุกรม
บำเพ็ญ ณ อุบล. (2547). เล่าเรื่องเมืองอุบล. อุบลราชธานี: สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
ปวีณา ป้องกัน. (2552). การเมืองเรื่องพื้นที่และการสร้างตัวตนของสายตระกูลอดีตเจ้านายเมืองอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์และการพัฒนา. อุบลราชธานี : คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
เอี่ยมกมล จันทะประเทศ. (2538). สถานภาพเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี ระหว่างปี พ.ศ. 2425-2476. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.